
01
Dec
ฝรั่งเศส
หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #THECOMPASS ONE WORLD TOUR AND TRAVEL
หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #16
– หมู่บ้าน ‘ฟลาวิญี ซูร์ โอเซอแรง’ (Flavigny-sur-Ozerain, Côte-d’Or) โกตดิออร์ แคว้นบูร์กอญ ฟร็องช์-กงเต
หมู่บ้านฟลาวิญีเข้าสู่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเมื่อ 52 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” (Vercingetorix) ซึ่งผู้นำที่แข็งแกร่งผู้รวบรวมชนเผ่ากอล (Gauls) เข้าต่อกรกับทัพของ ‘จูเลียส ซีซาร์’ (Julius Caesar) ผู้นำของกองทัพโรมัน ในอเลเซีย (Alicia) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของพวกเขา
หมู่บ้านเล็กๆ ในยุคกลางตั้งอยู่ทางตะวันออกของฝรั่งเศส สร้างขึ้นรอบๆ อารามเบเนดิกตินแห่งแซงปีแยร์ (Benedictine Abbey of Saint-Pierre) ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8
ฟลาวิญีถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน “หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส” และยังเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีกลิ่นหอมมากที่สุดอีกด้วย กลิ่นหอมของโป๊ยกั๊กหรือ เม็ดยี่หร่า จะลอยออกมาจากโรงงานทำขนมที่กระจายอยู่ในทุกตรอกซอกซอยของหมู่บ้าน
เมืองที่ชีวิตดีงามน่าหลงใหลในความงดงามของสถาปัตยกรรมในยุคกลาง ฟลาวิญีบอกเล่าประวัติศาสตร์ในยุคกลางผ่านเชิงเทิน มีกำแพงที่แข็งแรงล้อมรอบถนนคดเคี้ยวแคบๆ ทึ่คดคี้ยวผ่านบ้านสไตล์เบอร์กันดีในยุคกลางแบบดั้งเดิม ประตูป้อมปราการ ตรอกซอกซอยที่ปูด้วยหิน ซึ่งล้วนเป็นพยานถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต
ในปี 2000 หมู่บ้านฟลาวิญียังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Chocolat ที่นำแสดงโดย Juliette Binoche และ Johnny Depp

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #17
– หมู่บ้าน ‘เล โบ เดอ โพรวองซ์’ (Les Baux-de-Provence) เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนยอดเขาในใจกลางเนินเขาเล็กๆ ของเทือกเขาแอลป์ในโพรวองซ์
หมู่บ้านนี้ได้รับเลือกให้เป็น ‘หมู่บ้านที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส’ ห่างจากเมือง ‘อาร์ลส์’ (Arles) 18 กม. และ เมือง ‘แซ็ง-เรมี-เดอ-พรอว็องส์’ (Saint-Rémy de Provence) 10 กม.
ในยุคกลางหมู่บ้านได้รับการจัดการโดยหนึ่งในตระกูลขุนนางหลักในโพรวองซ์โดยมีเมืองและป้อมปราการ 79 แห่ง ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 หมู่บ้านก็ตกอยู่ในความครอบครองของราชวงศ์กรีมัลดีแห่งโมนาโก (Grimaldi)
หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสหมู่บ้านนี้ถูกผนวกเข้ากับฝรั่งเศส แต่ก็ถูกทำลายลงอย่างช้าๆ จากสงคราม และในตอนท้ายของศตวรรษที่ 19 มีผู้อยู่อาศัยเพียง 400 คน ต่างจากยุคกลางที่ประชากรของหมู่บ้านมีมากถึง 4,000 คน
หมู่บ้านนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยว ปัจจุบันได้รับการบูรณะพื้นฟู และสร้างขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถันและมีเสน่ห์
หมู่บ้านนี้ทอดยาวไปตามไหล่เขาสูงชัน มีหุบเขาและกำแพงหินสูงทางด้านตะวันตกและสันเขาสูงยาวที่มีซากปรักหักพังของป้อมปราการที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 13 อยู่ด้านบนทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้
เล โบ เดอ โพรวองซ์มีเสน่ห์มากพอที่จะเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส ถนนแคบคดเคี้ยวและงดงามมากที่ปูฟื้นหินกรวดได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่สองฝั่งเรียงรายไปด้วยบ้านสไตล์เรอเนสซองส์ที่ได้รับการบูรณะใหม่ จัตุรัส Saint-Vincent เป็นที่ตั้งของโบสถ์ Eglise St Vincent ที่มีหอระฆังที่สวยงามและถัดจากนั้นคือ Chapelles des Pénitents Blancs ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยใหม่ที่สวยงาม โดยรวมแล้วเล โบ เดอ โพรวองซ์ จัดเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่คุ้มค่าแก่การเยี่ยมชม

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #18
– หมู่บ้าน ‘โคอาเรซ’ (Coaraze) มีชื่อเรียกว่า “Village of the Sun” หรือ “หมู่บ้านแห่งดวงอาทิตย์” เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในยุคกลางที่ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งใน ‘หมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส’ ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงามบนความสูง 650 เมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสบนเทือกเขา Alpes-Maritimes
Coaraze หรือ Castellum Cuade Rase ซึ่งแปลว่า “ตัดหาง” เล่ากันว่าครั้งหนึ่งชาวบ้านประสบความสำเร็จในการจับปีศาจด้วยการทากาวที่หาง เพื่อปลดปล่อยตัวเองปีศาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดหางจนขาดเพื่อแลกอิสระภาพของตัวเอง!
ปลดปล่อยให้จินตนาการโลดแล่นในขณะที่เดินเล่นบนถนนโบราณแคบๆ ที่ปูด้วยหินนำผู้มาเยือนเข้าสู่มิติเวลาอื่น ทางเดินโค้งและประตูเล็กๆ ทำให้เราได้เห็นหุบเขา น้ำพุ จัตุรัสที่มีแสงแดดอ่อนๆ ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ทางเดินที่มีหลังคาโค้ง สวนโบราณที่มองทะลุไปยังหุบเขาเบื้องล่าง ที่เต็มไปด้วยต้นมะกอก สนไซเปรส ต้นโอ๊ก และต้นเกาลัด ถนนที่คดเคี้ยวนำไปสู่บ้านที่สร้างด้วยหินทาสีพาสเทล สีฟ้า สีชมพู หรือสีเหลืองล้อมรอบราวกับว่าอยู่ในช่วงเวลาที่แปรปรวนของประวัติศาสตร์และตำนานโบราณ
โบสถ์ Saint-Jean Baptiste บนจัตุรัสแห่งนั้นสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 และมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจนเป็นตัวอย่างที่สวยงามของศิลปะบาโรกที่รุ่งเรืองในภูมิภาคในศตวรรษที่ 18
‘เพลิดเพลินกับช่วงเวลาพิเศษกับคนที่คุณรักและห่างไกลจากความเครียดในชีวิตประจำวัน’ ที่หมู่บ้านโคอาเรซ

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #19
– ‘โบรอง-ออง-นูจ’ (Beuvron-en-Auge) เป็น ‘หมู่บ้านที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส’ อยู่ใกล้กับเมืองลิซิเออซ์ (Lisieux) และเมืองก็อง (Caen) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของฝรั่งเศส
โบรอง-ออง-นูจเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของนอร์มังดี เคยเป็นฐานที่มั่นของตระกูลฮาร์คอร์ท (Harcourt family) ที่สืบเชื้อสายมาจากไวกิ้งโบราณ
น่าประหลาดใจที่หมู่บ้านนี้ดูเหมือนหมู่บ้านในเทพนิยายที่เราอ่านตอนเป็นเด็ก บ้านเกือบทุกหลังในหมู่บ้านสร้างขึ้นในสไตล์ครึ่งไม้ที่สวยงาม สร้างมาขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 – 18 อาคารที่โดดเด่น เช่น โบสถ์เซนต์ไมเคิล ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในสไตล์โรมาเนสก์, โบสถ์เซนต์มาร์ติน สร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ด้วยหินสีแดงถือเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมในสไตล์นอร์มันที่งดงาม รวมถึงโรงแรมเก่าแก่ Boule d’Or Inn ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18
ทุกปีหมู่บ้านจะมีการจัดงาน Geranium Fair ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และ Cider Festival ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมโดยเทศกาลไซเดอร์ (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมักทำจากน้ำแอปเปิ้ล) และตลาดสินค้าท้องถิ่นขนาดใหญ่ นอกจากไซเดอร์ และ ‘คาลวาโดส’ (บรั่นดีที่ทำจากแอปเปิล) แล้วเรายังสามารถลิ้มรส ‘เตอกูเล่’ ซึ่งเป็นขนมของชาวนอร์มันที่ทำจากพุดดิ้งปรุงรสด้วยอบเชยอันเป็นเอกลักษณ์ของนอร์มังดีอีกด้วย

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #20
– ‘เวเซอเลย์’ (Vézelay), เบอร์กันดี – เป็นส่วนหนึ่งของ “หมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส” ตั้งอยู่บนเนินเขาทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Cure เวเซอเลย์ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1979
เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านผ่าน ประตูเมืองเก่า ‘Porte Neuve’ ที่มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 อันโอ่อ่าซึ่งมีหอคอยสองหลังที่ด้านล่างของหมู่บ้าน นี่เป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการที่ครั้งหนึ่งเคยปกป้องหมู่บ้านที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 12 ถึงศตวรรษที่ 15
บ้านหลายหลังปัจจุบันเป็นร้านกาแฟ แกลเลอรี และร้านขายของฝากที่ระลึกมากมาย ถนนที่คดเคี้ยวแคบๆ สองสามแห่งมีอายุย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 15 ซึ่งทอดยาวออกไปจากถนนสายหลักล้อมรอบไปด้วยบ้านโบราณที่มีตัวอย่างสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมากมายและบางส่วนของเชิงเทินดั้งเดิมที่ยังคงล้อมรอบหมู่บ้านไว้
ขณะที่เดินเล่นจะสังเกตเห็นเปลือกหอยที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน เปลือกหอยเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของนักแสวงบุญชาวฝรั่งเศสที่ออกเดินทางไปยังโบสถ์เซนต์เจมส์ที่ ซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา (Santiago de Compostella) ในประเทศสเปน อันเป็นหนึ่งในสี่เส้นทางหลักของผู้แสวงบุญเริ่มต้นจากมหาวิหารเซนต์แมรีแม็กดาลีน
ถนนยาวและสูงชันนำขึ้นไปจนถึง ‘มหาวิหารเซนต์แมรีแม็กดาลีน’ (Basilica of Saint Marie Madeleine) บจุดสูงสุดของหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมสไตล์โรมันในศตวรรษที่ 12 เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บอัฐิธาตุของ ‘เซนต์ แมรี แม็กดาลีน’ ซึ่งนำมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในศตวรรษที่ 9 ทำให้ผู้แสวงบุญจำนวนมากถูกดึงดูดไปที่วิหารแห่งนี้ จนกลายเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่สำคัญและยังเป็นจุดรวมพลของการเดินทางไปแสวงบุญที่สเปน
เหตุการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิหารเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ (Richard I of England) หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์’ และ พระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส (Philip II Augustus) ได้พบกันที่นี่เพื่อออกเดินทางไปทำสงครามครูเสดครั้งที่สามในปี ค.ศ.1190
ผู้แสวงบุญ ศิลปินมา และนักเดินทางท่องโลกต่างมาที่นี่เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณดั่งเช่นที่เคยทำมาตลอดที่ผ่านมา

